จบ "ปริญญาตรี" กับเขาเสียที

posted on 10 Dec 2010 13:52 by shinai-tentomushi
   ผมเป็นคนที่มีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับการเรียนในช่วยม.ต้นเสียเท่าไรแถม ปวช ก็เรียนไม่จบ แต่อย่างน้อยผมก็ยังเรียน กศน. จนจบ ม.6 มาได้ ถึงจะมีปัญหาอยู่บ้างในตอนทำเรื่องจบแต่อย่างน้อยก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นมาได้ หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่ใหม่และได้พักจิตพักใจอยู่ปีกว่า ผมก็คิดว่าจะเอาวุฒิ ม.6 ที่ได้มาเรียนต่อปริญญาตรีเพราะผมไม่อยากหยุดตัวเองอยู่แค่นี้
   "ถ้าร่างกายและจิตใจยังไหว คนเราก็ควรที่จะพัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
   นั้นคือสื่งที่ผมคิด ผมจึงเลือกที่จะเรียนต่อปริญญาตรีที่ มสธ เพราะการศึกษาทางไกลและการศึกษาด้วยตัวเองเป็นทางที่สะดวกที่สุดสำหรับผม จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึงจุดหมายแล้ว
ขอเซ็นเซอร์หน่อยนะจ็ะ
   ที่เห็นในภาพคือใบรับรองว่าผมสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศาตร์ เอกสารสนเทศทั่วไปเแล้ว โดยที่ผมเรียนนั้นเป็นหลักสูตร 4 ปี แต่ใช้เวลาจริงเรียน 6 ปีถึงจะจบ เพราะดั้นไปได้ U (สอบตก) อยู่ 2 วิชา คือ 97301 วัสดุทางการพิมพ์ กับ 22222 การอ่านภาษาอังกฤษ โดยที่ วัสดุทางการพิมพ์ผมได้ U เพราะไม่ได้ท่องสูตรเคมีไปด้วย และการลงเรียนครั้งนั้นเป็นการเรียนภาคพิเศษ ชึ่งการเรียนภาคพิเศษนั้นจะไม่มีสอบซ่อม ถ้าตกคือเรียนใหม่อย่างเดียว ผมก็ลงเรียนใหม่โดยคราวนี้ท่องสูตรเคมีไปอย่างดี และก็ทำใจสอบซ่อมเอาไว้แล้วด้วย แต่ครั้งนั้นผลออกมาว่าสอบครั้งเดียวได้ S (สอบผ่าน) เลยไม่ต้องสอบซ่อม และเพราะวิชานี้เองทำให้ผมได้รู้ว่าทำใมคนไม่ชอบวิชาเคมีนัก
   กับอีกวิชาที่หลายคนรวมทั้งผมกล่าวว่ามันเป็นวิชาที่ยากที่สุดแล้วละ นั้นคือ 22222 การอ่านภาษาอังกฤษ โดยที่วิชานี้เป็นวิชาบังคับไม่เรียนไม่ได้ ซึ่งผมได้ U จากวิชาประมาณ 4 ตัวเห็นจะได้ เลยเก็บวิชานี้ไว้ก่อนเอาไว้ค่อยลงเทอมสุดท้าย ชึ่งพอเทอมสุดท้ายลงเรียนอีกรอบ พอไปสอบผลสอมออกมาก็ยังได้ U อีกนั้นแหละ " โอ้! นี่เราจะเรียนไม่จบเพราะวิชานี้นั้นหรือ? " แต่อย่างน้อยผมก็ยังมีความหวังกับการสอบซ่อมอยู่ละนะ ชึ่งในระหว่างที่กำลังเตรียมตัวสอบซ่อมอยู่ ทาง มสธ. ก็ส่งหนังสือให้เข้าร่วมการอบรมเข้มที่มหาลัย ผมคิดว่า "ไม่ว่ายังไงต้องเอาให้จบไห้ได้" เลยลงซื่อเข้าร่วม พร้อมกับหอบสังขารไป มสธ ที่นนทบุรี โดยที่ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ 2 ที่ไปมหาลัย เลยไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไร พอไปถึงผมก็ได้พบกับเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันเกือบร้อย ชึ่งส่วนใหญ่ก็มีเจัาวิชา 22222 การอ่านภาษาอังกฤษ เป็นวิชาสุดท้ายเหมือนผมนั้นแหละ
   สำหรับการอบรมเข้มนั้นจะเป็นการสอนในแต่ละหน่วยวิชาควบไปการทำกิจกรรม พอวันสุดท้ายจะมีการสอบเก็บคะแนน ซึ่งการคิดคะแนนจะเป็น 50+50 โดยที่ 50 คะแนนแรกมาจากการทำกิจกรรม ส่วนอีก 50 คะแนน มาจากการสอบ ซึ่งถ้าเราทำกิจกรรมครบก็เท่ากับว่าได้ 48-49 คะแนนอยู่ในมือแล้ว เหลือแค่สอบให้ได้สัก 25 คะแนนก็ผ่าน ซึ่งผ่านนี้คือผ่านเลยนะครับไม่ต้องกลับไปสอบซ่อมอีก ผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมก็เข้าอบรมเข้มอยู่ 3 วัน 2 คืน ชึ่งผลออกมาว่าได้ S เป็นอันว่าผมก็เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้วยประการละฉะนี้
ใครก็ไม่รู้
   มาถึงตอนนี้ก็เหลือแต่รอรับปริญญาอย่างเดียวซึ่งผมคงไม่ไปรับรอให้ทางมหาลัยส่งไปรษณีย์มาให้ ในช่วงผมเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้งเพื่อจะได้ลองสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับเขาดู เพราะผมยังอยากที่จะเรียนปริญญาโทต่อ ซึ่งสอบวัดระดับภาษาอังกฤษเป็นเรื่องจำเป็น เท่าที่ผมลองนั่งคิด ผมก็พบว่าตัวเองไม่เคยตั่งใจกับภาษาอังฤษเลยสักครั้ง เลยคิดว่าถ้าผมลองตั่งใจเรียนดูสักครั้ง บางที่ผมจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้

Comment

Comment:

Tweet

We appreciate your time that is why we give original term paper writing services! Simply follow this <a href="http://www.TopWritingService.com/">link</a> and buy papers!

#6 By OsborneBonnie (103.7.57.18|31.184.238.21) on 2012-07-13 07:55

ยินดีด้วยนะครับ ขอให้พัฒนาตัวเองได้ได้ยิ่ง ๆขึ้นไป พัฒนาทางความรู้แล้วก็ลองแสวงหาวิธีพัฒนาทางจิตใจเพิ่มเติมดูนะครับ

#5 By เตวิรัน(kairyuramon) on 2011-04-09 11:13

ดีใจด้วยค่าาาา
รับปริญญานี้มันดีจริงๆนะ ToT รอมา 4 ปี จบแล้ววว

#4 By ยัยฟ้าใฉ~* on 2011-01-22 19:57

ผ่านมา ยินดีด้วยครับconfused smile

#3 By akinis on 2010-12-10 22:00

ลำบากใจการการเรียนอยู่ แต่เห็นพี่ประสบความสำเร็จผ่านพ้นมาได้ ก็ทำให้รู้ ความพยายามกับความกล้าเอาชนะมันได้จริงๆ

#2 By yo on 2010-12-10 18:20

ดีใจด้วยนะค่ะ
ตอนนี้หนูก็เตรียมขึ้นมหาลัย
ไม่รู้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมากแค่ไหน

บอกตามตรงว่า
กลัวการขึ้นมหาลัยมาก ๆ ค่ะ
T T

#1 By KAINO on 2010-12-10 18:16